1. ตั้งเงื่อนไขเลขให้ตรงความหมาย
หากต้องการเลขตรงตำแหน่ง เช่น ลงท้าย 55 ให้ใส่เลข 5 ที่หลักสิบและหลักหน่วย ส่วนหลักที่ปล่อยว่างจะรับเลขอะไรก็ได้ หากต้องการให้ 55 อยู่ตรงไหนก็ได้ ให้ใช้ช่อง “เลขที่ต้องมี” และเลือก “ต้องติดกัน”
กรณีอยากได้เลข 5 อย่างน้อยสองตัวแต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ติดกัน ให้ใส่ 55 ในช่องเดียวกันแล้วเลือก “ไม่ต้องติดกัน” วิธีนี้ต่างจากการล็อกตำแหน่ง เพราะระบบจะมองทั่วทั้งหมายเลขทะเบียน
2. กรองข้อมูลที่มีผลต่อการใช้งานจริง
- ประเภทรถ: เลือกรถยนต์นั่ง รถกระบะ รถตู้ รถจักรยานยนต์ หรือรายการที่ร้านไม่ระบุ
- จังหวัด: ใช้จังหวัดบนป้าย ไม่ใช่ที่ตั้งของร้าน
- หมวดอักษร: ใส่เฉพาะหมวด เช่น 2ขฐ หรือ กก
- ช่วงราคา: ตั้งงบต่ำสุดและสูงสุดก่อนเรียงราคา
- ลักษณะป้าย: เลือกกราฟิก/ประมูล ขาวดำ/ธรรมดา หรือร้านไม่ได้ระบุ โดยระบบไม่เดาจากราคา
3. เปรียบเทียบเลขเดียวกันทุกข้อเสนอ
เลขทะเบียนเดียวกันอาจปรากฏหลายร้านในเวลาเดียวกัน ป้ายไหนจะแสดงแต่ละร้านเป็นคนละรายการ ไม่ยุบรวมเหลือร้านเดียว เพราะราคา สถานะ รายละเอียดบริการ และเวลาที่อัปเดตอาจต่างกัน การเห็นครบช่วยให้ผู้ซื้อเปรียบเทียบได้โดยไม่เสียข้อมูล
4. เช็กก่อนติดต่อหรือชำระเงิน
- เปิดลิงก์ต้นทางและตรวจว่าโดเมนตรงกับชื่อร้าน
- ยืนยันว่าป้ายยังมีอยู่ ราคาเท่าเดิม และใช้กับประเภทรถที่ต้องการได้
- ถามว่าราคารวมค่าใช้จ่ายใดบ้าง และมีขั้นตอนเอกสารอย่างไร
- เก็บหลักฐานการสนทนา รายละเอียดผู้รับเงิน และเงื่อนไขบริการ
- หากร้านแจ้งว่าขายแล้ว สามารถกด “ไม่มีแล้ว” เพื่อขีดฆ่ารายการไว้ในอุปกรณ์ของคุณ
5. ยืนยันขั้นตอนทางทะเบียนกับแหล่งทางการ
ก่อนชำระเงินหรือมอบเอกสาร ควรตรวจสอบสมุดคู่มือรถ ข้อมูลเจ้าของรถ และขั้นตอนโอนทางทะเบียนกับสำนักงานขนส่งโดยตรง กรมการขนส่งทางบกเตือนว่าไม่ควรซื้อขายรถด้วยวิธีโอนลอย และแนะนำให้ผู้ซื้อ–ผู้ขายดำเนินการโอนทางทะเบียนให้เรียบร้อย
ข้อมูลสดกับคลังล่าสุดต่างกันอย่างไร
การค้นหาปกติอ่านคลังล่าสุดของแต่ละร้านเพื่อให้ตอบเร็วและเปลี่ยนตัวกรองได้ทันทีโดยไม่รอเว็บทั้งหมด เมื่อกด “ดึงข้อมูลใหม่จากร้าน” ระบบจึงติดต่อร้านที่เลือกใหม่ ข้อมูลต้นทางยังอาจคลาดเคลื่อนได้หากร้านขายไปแล้วแต่ยังไม่แก้เว็บไซต์
การซื้อขาย การชำระเงิน เอกสาร และการโอนสิทธิเกิดขึ้นกับร้านต้นทาง โปรดยืนยันข้อมูลโดยตรงทุกครั้ง